ขนมเปียกปูน

ขนมเปียกปูน

บทนำเกี่ยวกับขนมเปียกปูน

ขนมเปียกปูน ท่ามกลางความหลากหลายของขนมไทย ขนมเปียกปูนโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งรูปทรงดอกกุหลาบสีดำนวลเนียน กลิ่นหอมใบเตยอ่อนๆ และรสชาติหวานมันกลมกล่อม สื่อถึงความละเมียดละไมของขนมไทย ที่ครองใจผู้คนมาอย่างยาวนาน บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักขนมเปียกปูนให้มากขึ้น ทั้งประวัติความเป็นมา วิธีการทำ เคล็ดลับความอร่อย และประโยชน์ดีๆ ที่คุณอาจคาดไม่ถึง

ย้อนรอยตำนาน ขนมเปียกปูน : จากพื้นบ้านสู่ตำหนัก

ขนมเปียกปูนมีต้นกำเนิดไม่ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่ามาจากชาวจีนในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่นำแป้งข้าวเจ้ามาผสมกับน้ำปูนใส กลายเป็นขนมเหนียวนุ่ม นิยมรับประทานกันในกลุ่มชาวจีน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 มีการดัดแปลงสูตรโดยใส่แป้งเท้ายายม่อมและแป้งท้าวยายม่อม ทำให้เนื้อขนมเนียนละเอียดขึ้น และเติมใบเตยให้กลิ่นหอมชวนรับประทาน จนกลายเป็นขนมเปียกปูนที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน

ขั้นตอนรังสรรค์ความอร่อย: พิถีพิถันทุกรายละเอียด

การทำขนมเปียกปูนต้องใช้ความใส่ใจในทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้เนื้อขนมเนียนนุ่ม หอมหวานละมุนลิ้น ดังนี้

  1. เตรียมส่วนผสม: แป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม แป้งท้าวยายม่อม น้ำปูนใส น้ำตาลทราย น้ำใบเตยคั้นสด และกะทิ 2. ผสมแป้ง: นำแป้งทั้งสามชนิดมาผสมให้เข้ากัน ค่อยๆ เทน้ำปูนใสลงไปนวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน 3. กวนไส้: ตั้งกระทะใส่น้ำตาลทราย น้ำใบเตย และกะทิ กวนด้วยไฟอ่อนจนส่วนผสมข้นเหนียวเป็นยางมะตูม 4. ขึ้นรูปดอกกุหลาบ: ปั้นแป้งเป็นก้อนกลม กดให้แบนเป็นแผ่นกลมบาง ใช้นิ้วมือจับจีบให้เป็นรูปดอกกุหลาบ 5. นึ่งจนสุก: นำดอกกุหลาบแป้งไปวางบนใบตองที่ทาน้ำมันเล็กน้อย วางในลังถึง นึ่งด้วยไฟแรงประมาณ 15 นาที 6. ราดหน้ากะทิ: เมื่อขนมสุก ราดหน้าด้วยไส้กะทิที่เตรียมไว้ โรยด้วยงาคั่วให้สวยงาม

เคล็ดลับความอร่อย:

  • เลือกใช้แป้งคุณภาพดี และร่อนแป้งก่อนใช้เพื่อให้เนื้อขนมเนียนละเอียด
  • กะทิต้องคั้นสด จะได้กลิ่นหอมและรสชาติเข้มข้น
  • น้ำใบเตยต้องคั้นสด จะได้สีเขียวธรรมชาติและกลิ่นหอมละมุน
  • การใช้น้ำปูนใสในปริมาณที่เหมาะสมช่วยให้เนื้อขนมเกาะตัว ไม่เละหรือแข็งกระด้างเกินไป
  • การนึ่งด้วยไฟแรงและใช้เวลาพอเหมาะช่วยให้ขนมสุกทั่วถึง ไม่แฉะ

ประโยชน์ดีๆ ที่ไม่คาดคิด:

นอกจากความอร่อยแล้ว ขนมเปียกปูนยังอุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย ดังนี้

  • ให้พลังงาน: ขนมเปียกปูนเป็นขนมที่ให้พลังงานสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องใช้พลังงานในชีวิตประจำวันมาก
  • แคลเซียมสูง: น้ำปูนใสที่ใช้ในขนมเปียกปูนเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
  • ใบเตยมีสรรพคุณมากมาย: ใบเตยที่ใช้แต่งกลิ่นขนมเปียกปูนมีสรรพคุณช่วยดับกระหาย ขับปัสสาวะ ขับสารพิษ และลดอาการอักเสบ
  • ช่วยย่อยอาหาร: แป้งเท้ายายม่อมในขนมเปียกปูนมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ทำให้ไม่รู้สึกหนักท้องหลังรับประทาน

สร้างสรรค์ความหลากหลาย: หลากรูปแบบชวนลิ้มลอง

ขนมเปียกปูนในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกรับประทาน ดังนี้

  • ขนมเปียกปูนกะทิ: แบบดั้งเดิม ราดหน้าด้วยกะทิ โรยงาคั่ว
  • ขนมเปียกปูนสด: ไม่ราดหน้ากะทิ เน้นความหอมของใบเตยและความนุ่มหนึบของเนื้อขนม
  • ขนมเปียกปูนใบเตย: เพิ่มใบเตยลงไปในเนื้อขนม ให้ได้สีเขียวสวยและกลิ่นหอมมากขึ้น
  • ขนมเปียกปูนเผือก: ผสมเผือกบดลงไปในเนื้อขนม ได้สีม่วงสวยและรสชาติหวานมัน

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ : http://kanomthai.info/